บทความทั้งหมด

กลับ

oil-fats-and-cholesterol

oil-fats-and-cholesterol

 

เมื่อมีคอเลสเตอรอลในเลือดมากเกินไป คอเลสเตอรอลจะเข้าไปทำลายเซลล์บุผิวหลอดเลือดภายใน อีกทั้งยังสามารถเข้าไปทำลายผนังหลอดเลือดจนเกิดแผลอักเสบในผนังหลอดเลือดแดง ในงานวิจัยของดร. ออนิชและดร. เอสเซลสตินพบว่าการลดคอเลสเตอรอลในเลือดคือกุญแจสำคัญในการรักษาโรคหลอดเลือดและหัวใจ มีหลักฐานชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าคอเลสเตอรอลโดยเฉพาะชนิดแอลดีแอลกับความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจและการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าว การศึกษาทางระบาดวิทยาพบว่าระดับคอเลสเตอรอลแอลดีแอลตั้งแต่ 50 ถึง 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ปลอดภัยต่อร่างกายและไม่มีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ในขณะที่ผลวิจัยในประเทศจีนพบว่าระดับคอเลสเตอรอลตั้งแต่ 90 ถึง 170 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ระดับคอเลสเตอรอลที่ต่ำกว่าจะลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง หัวข้อการทดลองปัจจัยเสี่ยงที่หลากหลาย (The Multiple Risk Factor Intervention Trial) ถูกตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์สหรัฐอเมริกา (JAMA) ผู้ป่วยที่มีประวัตเข้ารับการรักษาโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายจำนวน 356,222 คน ผลการทดสอบชี้ให้เห็นว่าระดับคอเลสเตอรอลเกี่ยวข้องกับอัตราการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ จากการสังเกตุยังพบอีกว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจที่มีคอเลสเตอรอลสูงจะมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจถึง 5 เท่าแม้ว่าจะมีระดับคอเลสเตอรอลที่เท่ากัน การวิจัยในหัวข้ออาหารที่ปลอดไขมันและอาหารที่เน้นพืชทั้งหมดพบว่าอาหารประเภทนี้ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดและยับยั้งโรคหลอดเลือดหัวใจ ลิงค์ข้างล่างได้รวบรวมหัวข้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผลของคอเลสเตอรอล น้ำมัน และไขมันที่มีต่อสุขภาพ

การลดไขมันด้วยยา ไม่ดีเท่าการลดไขมันด้วยอาหาร

วงการแพทย์ปัจจุบันนี้ไม่ได้พยายามลดไขมันในเลือดด้วยมาตรการทางอาหาร แต่ไปเน้นการใช้ยาลดไขมัน แต่ว่ายาลดไขมันไม่อาจทดแทนอาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัดไม่ขัดสีได้ งานวิจัยผู้นิยมบริโภคอาหารเนื้อสัตว์ที่มีไขมันในเลือดสูงและใช้ยาลดไขมันจนไขมันในเลือดลดลงต่ำ เปรียบเทียบกับผู้กินพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัดไม่ขัดสีจนไขมันลดต่ำลงเท่ากันด้วยอาหารโดยไม่ต้องใช้ยา พบว่า กลุ่มที่ใช้ยาลดไขมันมีอัตราการเกิดจุดจบที่เลวร้ายและอัตราตายจากโรคหัวใจสูงกว่ากลุ่มที่กินอาหารพืชเป็นหลักแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัดไม่ขัดสีโดยไม่ต้องใช้ยา[193] 

นอกจากจะได้ผลดีไม่เท่าการลดไขมันในเลือดลงด้วยอาหารแล้ว ยาลดไขมันยังทำให้กล้ามเนื้อเสียหายแม้จะไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อ งานวิจัยทางพยาธิวิทยาพบว่ามีความเสียหายทางโครงสร้างของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นในผู้ป่วยที่กินยาลดไขมันแม้จะยังไม่มีอาการปวดกล้ามเนื้อเลย[194] 

การมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อนี้ทำให้พบจากงานวิจัยว่าผู้ใช้ยาลดไขมันที่เป็นผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยในชุมชนปกติมีอุบัติการณ์ลื่นตกหกล้มและกระดูกหักสูงขึ้นกว่าผู้ไม่ใช้ยาลดไขมัน[195] นอกจากนี้การใช้ยาลดไขมันระยะยาวยังทำให้ความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งเต้านมในหญิงอายุ 55-74 ปีเพิ่มขึ้น[196]

อาหารไขมันสูงมื้อเดียวก็เกิดเรื่องได้

การเกิดจุดจบที่เลวร้ายของโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เช่นการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน การเกิดอัมพาตเฉียบพลัน มักเกิดขึ้นในระยะที่โรคยังดำเนินไปไม่มาก ยังไม่มีอาการอะไรเตือนให้รู้ การตรวจร่างกายและการตรวจพิเศษก็ไม่พบอะไรผิดปกติ แต่เกิดเรื่องขึ้นในระยะที่เยื่อบุที่ร่างกายสร้างไว้คลุมผิวตุ่มไขมันยังบอบบางและอ่อนแอ เมื่อใดก็ตามที่มีเหตุมาทำให้การทำงานของเซลล์เยื่อบุผนังด้านในของหลอดเลือดเสียไป เมื่อนั้นก็มักจะเกิดจุดจบที่เลวร้ายขึ้น เซลล์เยื่อบุผนังด้านในของหลอดเลือดมีหน้าที่สำคัญในการคอยทำให้หลอดเลือดขยายตัวโดยวิธีผลิตก๊าซไนตริกออกไซด์ (NO) เมื่อใดก็ตามหากมีเหตุให้การผลิตไนตริกออกไซด์เสียไป หลอดเลือดก็จะหดตัว ความดันเลือดจะสูงขึ้น เลือดหนืดขึ้น จนมีโอกาสเกิดการชะเวิกฉีกขาดของเยื่อคลุมผิวตุ่มไขมันซึ่งเป็นจุดตั้งต้นของการเกิดจุดจบที่เลวร้ายตามมา 

เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถสร้างอุปกรณ์ตรวจอัลตร้าซาวด์ขนาดเล็กมากจนส่งไปวางไว้ในหลอดเลือดขนาดเล็ก ๆ (IVUS) ได้ ทำให้เราสามารถวิจัยหาสาเหตุได้ว่าอะไรเป็นเหตุให้เยื่อบุผนังด้านในหลอดเลือดผลิตไนตริกออกไซด์ไม่ได้จนเป็นเหตุให้หลอดเลือดหดตัวบ้าง เหตุที่เด่นชัดมีสามอย่างคือ การมีระดับไขมันในเลือดหลังอาหารสูง การมีระดับโซเดียม (เกลือ) สูง และการมีความเครียดเฉียบพลัน  

งานวิจัยด้วยการใส่สายสวนติดหัวอัลตร้าซาวด์เข้าไปวางไว้ในหลอดเลือดแดงขนาดเล็ก ๆ แล้วให้กินอาหารไขมันมื้อหนัก ๆ เพียงมื้อเดียว (บิ๊กแม็ก) แล้วติดตามดูการหดตัวของหลอดเลือดทางอัลตร้าซาวด์พบว่าหลังกินอาหารไขมันมื้อหนักมื้อเดียวมีผลให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้นนานประมาณ 1 ชั่วโมง แต่มีผลให้หลอดเลือดหดตัวจากการผลิตไนตริกออกไซด์ไม่ได้เป็นเวลานานถึง 4-6 ชั่วโมงหลังกินอาหาร แม้ว่าระดับไขมันหลังอาหารจะลดลงเป็นปกติแล้ว แต่หลอดเลือดก็ยังหดตัวอยู่ไม่ยอมคลายตัว[197]งานวิจัยในลักษณะเดียวกันนี้ได้ทำซ้ำในคนเอเซียที่ประเทศไต้หวันซึ่งก็ได้ผลเช่นเดียวกัน ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปว่าแม้โรคจะยังดำเนินไปไม่ถึงระยะหนักมาก แต่อาหารไขมันมื้อหนักแม้เพียงมื้อเดียว ก็อาจก่อให้เกิดจุดจบที่เลวร้ายเช่นกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันหรืออัมพาติเฉียบพลันได้

ไขมันชนิดไหนก็ทำให้หลอดเลือดเสียการทำงานได้ทั้งนั้น

ต่อมาได้มีการวิจัยโดยใช้อุปกรณ์อัลตร้าซาวด์ในหลอดเลือดเปรียบเทียบผลของไขมันชนิดต่าง ๆ ทั้งด้วยทั้งวิธีกินและวิธีฉีดเข้ากระแสเลือดเพื่อดูว่าจะมีผลต่อการหดตัวของหลอดเลือดต่างกันไหม โดยเปรียบเทียบระหว่างน้ำมันมะกอก (ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว) น้ำมันถั่วเหลือง (ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน) และน้ำมันปาล์ม (ไขมันอิ่มตัว) พบว่าน้ำมันทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นชนิดอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัว เชิงเดียวหรือเชิงซ้อน ก็ล้วนมีผลทำให้เยื่อบุหลอดเลือดเสียการทำงานและทำให้หลอดเลือดหดตัวเฉียบพลันได้เท่า ๆ กัน[198] 

 

ไขมันอาหารธรรมชาติ ทำให้หลอดเลือดขยาย ขณะที่น้ำมันทำอาหารทำให้หลอดเลือดหด

งานวิจัยซึ่งเอาคนสุขภาพดีมา 12 คนให้กินอาหารไขมันสูงบวกน้ำมันมะกอกมื้อละ 25 กรัม ขณะเดียวกันก็เอาคนที่มีโคเลสเตอรอลสูงมา 12 คนให้กินอาหารไขมันสูงบวกวอลนัท 40 กรัม แล้วเจาะเลือดและเฝ้าติดตามดูการขยายหรือหดตัวของหลอดเลือดด้วยอัลตร้าซาวด์ในหลอดเลือดหลังกินอาหาร หลังจากนั้นหนึ่งสัปดาห์ก็ให้ทั้งสองกลุ่มไขว้ไปกินอาหารของอีกกลุ่มหนึ่งแล้วตรวจอัลตร้าซาวด์ซ้ำอีก พบว่าขณะกินอาหารไขมันสูงบวกวอลนัท หลอดเลือดทำงานดี ขยายตัวได้มาก แต่ขณะกินไขมันสูงบวกน้ำมันมะกอก หลอดเลือดเสียการทำงานและหดตัว วอลนัทซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติ (whole food) ทำให้เยื่อบุผิวหลอดเลือดทำงานดีขึ้นเมื่อเทียบกับน้ำมันมะกอกซึ่งเป็นผลจากการสกัด จึงสรุปว่าไขมันในอาหารธรรมชาติที่ยังไม่สกัดเช่นวอลนัท ไม่ทำให้หลอดเลือดเสียการทำงาน ขณะที่น้ำมันปรุงอาหาร เช่นน้ำมันมะกอก ทำให้หลอดเลือดเสียการทำงาน[199]

อาหารไขมันสูงทำให้เป็นกรดไหลย้อน

เป็นที่ทราบกันมาก่อนหน้านี้นานแล้วว่าอาหารไขมันทำให้อาการของกรดไหลย้อนมากขึ้น แต่งานวิจัยติดเครื่องวัดความเป็นกรดไว้ที่หลอดอาหารส่วนปลายนาน 24 ชั่วโมงในคนเป็นโรคกรดไหลย้อนและคนปกติเปรียบเทียบกัน แล้วให้ทั้งสองกลุ่มให้กินอาหารเหมือนกัน พบว่าอาหารไขมันสูงทำให้มีกรดไหลย้อนมากกว่าอาหารไขมันต่ำทั้งในคนปกติและคนเป็นโรคกรดไหลย้อน โดยที่จะมีความรุนแรงมากกว่าในคนเป็นโรคกรดไหลย้อนอยู่แล้ว แม้การปรับท่านั่งตัวตั้งขึ้นสามชั่วโมงหลังอาหารก็ไม่ได้ลดความรุนแรงของกรดไหลย้อนหลังการกินอาหารไขมันมื้อหนัก ๆ แต่อย่างใด[200]

อาหารไขมันสูงทำให้เป็นเบาหวาน

เป็นที่ทราบกันดีว่าเบาหวานเป็นโรคที่เกิดจากอาหารชนิดที่กินเข้าไปแล้วไปทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินเป็นจำนวนมาก ๆ ในเวลาอันสั้น อินซูลินนอกจากออกฤทธิ์จะพาน้ำตาลเข้าสู่กล้ามเนื้อแล้ว ยังมีฤทธิ์พาไขมันที่เหลือใช้เข้าไปแทรกเก็บไว้ในเซลล์ไขมัน เซลล์ตับ และเซลล์กล้ามเนื้อโดยแทรกอยู่ในรูปของหยด (droplet) ไขมันเล็ก ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้นานเข้า ไขมันที่แทรกอยู่ตามเซลล์กล้ามเนื้อจะก่อปฏิกิริยาทำให้เซลล์นั้นดื้อต่ออินซูลิน ไม่ยอมรับเอาน้ำตาลเข้าไปในเซลล์แม้ระดับอินซูลินจะสูงขึ้น ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของโรคเบาหวานชนิดที่ 2    

งานวิจัยพิสูจน์กลไกการดื้อต่ออินซูลินพบว่าเกิดจากร่างกายได้รับอาหารไขมันมาก งานวิจัยนี้ทำโดยการวัดระดับความเข้มข้นของไกลโคเจนและกลูโคสที่อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อไว้ก่อน แล้วทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ แล้วฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงผิดปกติ แล้ววัดการนำกลูโคสเข้าเซลล์และวัดอัตราเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจนในเซลล์ ซึ่งจะพบว่าอินซูลินทำให้มีการนำกลูโคสเข้าเซลล์มากขึ้น มีการเปลี่ยนกลูโคสในเซลล์ไปเป็นไกลโคเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นกลไกการทำงานของร่างกายตามปกติ ต่อมาในขั้นทดลองก็ทำการฉีดไขมันจากอาหารตรงเข้าไปไว้ในเซลล์กล้ามเนื้อก่อน แล้วทำให้น้ำตาลในเลือดอยู่ในระดับปกติ แล้วฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงผิดปกติ แล้ววัดการนำกลูโคสเข้าเซลล์และวัดอัตราเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจนในเซลล์อีกครั้ง ซึ่งครั้งหลังนี้พบว่าอินซูลินไม่สามารถนำกลูโคสเข้าเซลล์มากขึ้น และไม่มีการเปลี่ยนกลูโคสในเซลล์ไปเป็นไกลโคเจน ซึ่งเป็นสภาวะการณ์ที่เซลล์กล้ามเนื้อดื้อต่ออินซูลิน อันสืบเนื่องมาจากการมีไขมันไปสะสมในเซลล์กล้ามเนื้อมาก[201] 

ความรู้เรื่องอาหารไขมันสูงทำให้เป็นเบาหวานนี้ นำไปสู่การวิจัยของหมอรักษาเบาหวานชื่อนพ.นีล บาร์นาร์ด (Neal Barnard) เขาได้ทำการวิจัยแบบสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบโดยเอาผู้ป่วยเบาหวานที่ประสงค์จะเลิกยามา 99 คน แบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งให้กินอาหารที่แนะนำโดยสมาคมเบาหวานอเมริกัน ซึ่งก็คืออาหารเบาหวานแบบมีเนื้อนมไข่ด้วย อีกกลุ่มหนึ่งให้กินอาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัด ไม่ขัดสี โดยไม่ให้กินเนื้อนมไข่หรือปลาเลย ทำการทดลองอยู่เป็นเวลานาน 6 เดือน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มที่กินอาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัด ไม่ขัดสี สามารถเลิกยาเบาหวานทุกตัวได้ 43% ลดน้ำหนักได้เฉลี่ย 6.5 กก. ลดน้ำตาลสะสมในเลือดได้ 1.23% ลดไขมันเลวในเลือดได้ 21.2% ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ดีกว่ากลุ่มที่กินอาหารเบาหวานแบบที่แนะนำโดยสมาคมเบาหวานกว่าเท่าตัวกล่าวคือกลุ่มกินอาหารที่แนะนำโดยสมาคมเบาหวานเลิกยาเบาหวานได้ 26% ลดน้ำหนักได้ 3.1 กก. ลดน้ำตาลสะสมในเลือดได้ 0.38% ลดไขมันเลวในเลือดได้ 9.3% งานวิจัยนี้จึงเป็นหลักฐานระดับสูงที่ยืนยันว่าการกินอาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันไม่สกัด ไม่ขัดสี รักษาคนไข้เบาหวานจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งให้หายจนเลิกยาได้หมดเกลี้ยงในเวลาเพียงหกเดือน[56]

อาหารไขมันสูงสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็ง

ดังที่ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่างานวิจัยประเทศจีนพบว่าการที่ร่างกายได้รับอาหารไขมันมาก มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง สัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งชนิดต่าง ๆ มากขึ้น  ในเรื่องนี้ได้มีการทำงานวิจัยขนาดใหญ่กับผู้เอาประกันชีวิตที่ประเทศเกาหลีจำนวน 1.2 ล้านคน เพื่อหาปัจจัยเสี่ยงของการเป็นมะเร็งชนิดต่าง ๆ พบว่าการมีโคเลสเตอรอลรวมในเลือดสูงมีความสัมพันธ์ชัดเจนแน่นอนกับการเป็นมะเร็งชนิดต่าง ๆ หลายชนิดมากขึ้น[80] ซึ่งเป็นผลวิจัยที่สอดคล้องกับการวิจัยประเทศจีน อาหารไขมันสูงทำให้เป็นโรคอ้วนซึ่งกลายเป็นโรคระบาดในหมู่คนทุกเพศทุกวัยในปัจจุบัน ผลวิจัยเชิงระบาดวิทยา[202-204]พบว่าความอ้วนสัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งหลายชนิดรวมทั้งมะเร็งลำไส้ใหญ่ เยื่อบุโพรงมดลูก เต้านม ไต หลอดอาหาร ตับอ่อน ถุงน้ำดี ตับ และมะเร็งเม็ดเลือด กลไกการที่ไขมันและความอ้วนไปทำให้เป็นมะเร็งนั้นเป็นกลไกที่ซับซ้อนและยังไม่เป็นที่ทราบชัด ทราบแต่ว่าฮอร์โมนความอิ่มที่ชื่อเล็พตินซึ่งผลิตโดยเซลล์ไขมันมีฤทธิ์ทำให้เซลล์มะเร็งเติบโตได้ตัวหนึ่งละ ตัวไอจีเอฟ-1 ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในภาวะอ้วนหากมีอินซูลินสูงอยู่ด้วยก็เป็นสารกระตุ้นการเติบโตของมะเร็งอีกตัวหนึ่ง สรุปว่าในภาพรวมคือการลดอาหารไขมัน ลดความอ้วน เป็นวิธีป้องกันมะเร็งได้อีกทางหนึ่ง 

งานวิจัยในหญิงเป็นโรคอ้วนที่หมดประจำเดือนแล้วและมีปัจจัยเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม (รวมทั้งเอสโตรเจนสูง อ้วน ระดับอินซูลินสูง ระดับไอจีเอฟ-1 สูง) โดยให้หญิงเหล่านี้กินอาหารไขมันต่ำ (10% แคลอรีจากไขมัน) มีกากใยมาก (30-40 กรัมต่อ 1,000 แคลอรีต่อวัน) ร่วมกับให้ออกกำลังกายทุกวันนานสองสัปดาห์แล้วเจาะเลือดดูก่อนและหลังวิจัย และนำเลือดไปทดสอบการทำลายเซลล์มะเร็งในห้องทดลองเปรียบเทียบกันด้วย พบว่าการกินอาหารพืชไขมันต่ำที่มีกากใยมากควบคู่กับการออกกำลังกายช่วยลดตัวชี้วัดที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านมลง เช่นระดับอินซูลินลดต่ำลง ระดับไอจีเอฟ-1 ต่ำลงและเมื่อเอาเลือดที่เจาะจากผู้หญิงในวันสิ้นสุดการวิจัยไปใส่ในจานเพาะเลี้ยงเซลล์มะเร็ง พบว่าสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งและทำให้เซลล์มะเร็งแตกได้มากขึ้น จึงสรุปผลว่าการกินอาหารไขมันต่ำร่วมกับการออกกำลังกายน่าจะลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งได้

ไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว อย่างไหนดีกว่ากันยังไม่มีข้อสรุป 

เดิมนั้นวงการแพทย์เชื่อตามข้อมูลเชิงระบาดวิทยาที่ตีพิมพ์ระยะแรก ๆ ว่าการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว (ไขมันสัตว์และน้ำมันปาล์ม) มาก ทำให้เป็นโรคมากกว่าคนที่กินอาหารมีไขมันอิ่มตัวเป็นปริมาณน้อย แต่งานวิจ้ยรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ใหม่แบบเมตาอะนาไลซิสซึ่งครอบคลุมข้อมูลผู้ป่วย 530,525 คน ซึ่งได้รับเงินทุนสนับสนุนจากมูลนิธิหัวใจอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 2014[207] พบว่าหากไม่นับไขมันทรานส์แล้ว ไขมันในอาหารไม่ว่าจะเป็นไขมันชนิดอิ่มตัวไม่อิ่มตัว เชิงเดี่ยวหรือเชิงซ้อน ล้วนทำให้เกิดจุดจบที่ร้ายแรงและการตายจากโรคหลอดเลือดได้ไม่แตกต่างกัน ซึ่งผลวิเคราะห์อันนี้มีผลสั่นคลอนความเชื่อเดิมของวงการแพทย์พอสมควร อย่างไรก็ตาม ทั้งหลักฐานเดิมที่วงการแพทย์เคยเชื่อมา และหลักฐานการวิเคราะห์แบบเมตาอะนาไลซิสใหม่ ก็ล้วนเป็นหลักฐานระดับระบาดวิทยาเท่านั้น ถึงหลักฐานใหม่จะน่าเชื่อถือมากกว่าเพราะทำวิจัยแบบละเอียดรอบคอบมากกว่า แต่ก็ไม่ใช่หลักฐานระดับสูงที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ ดังนั้น คำแนะนำเรื่องอาหารไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัวปัจจุบันนี้จึงล้วนเป็นคำแนะนำที่มีพื้นฐานอยู่บนหลักฐานที่ไม่แน่นหนานัก มีความเชื่อปนอยู่มาก โดยที่วงการแพทย์กระแสหลักยัง “เชื่อ” ไปในทางว่าการกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวมาก ทำให้เป็นโรคมากกว่ากินอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว 

 อนึ่ง ท่านผู้อ่านโปรดแยกแยะให้ออกว่าประเด็นความไม่แน่นอนว่าไขมันในอาหารชนิดไหนก่อโรคมากกว่ากันนี้ เป็นคนละประเด็นกับการมีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงหรือต่ำ ซึ่งในเรื่องโคเลสเตอรอลในเลือดนั้นมีความแน่นอนแล้วว่าการมีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคหลอดเลือดมากขึ้นแน่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงพิเศษเฉพาะตัวอื่น ๆ โดยที่ผลวิจัยติดตามดูประชากรในชุมชนฟรามิงแฮม (Framingham Study) มานานหลายสิบปีเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ เพียงแต่ว่าหลักฐานว่าไขมันจากอาหารชนิดไหน (อิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัว) ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงนั้นยังเป็นที่ทราบแน่ชัด  

ดังนั้นคนที่มีไขมันในเลือดสูง (โคเลสเตอรอลสูง) จะต้องทดลองปรับอาหารของตนไปทุกวิถีทางเพื่อให้ไขมันในเลือดต่ำลงให้ได้ โดยที่งานวิจัยเท่าที่มีอยู่บ่งชี้ว่าการจะเอาไขมันในเลือดต่ำลงมาถึงระดับโคเลสเตอรอลต่ำกว่า 150 มก./ดล.ได้โดยไม่ใช้ยานั้น จะต้องกินอาหารพืชแบบไม่ใช้น้ำมันผัดทอด และเป็นอาหารที่มีสภาพใกล้เคียงอาหารธรรมชาติ ไม่ผ่านกระบวนการสกัดหรือขัดสี โดยต้องกินอาหารให้ได้ปริมาณไขมันรวมต่ำมาก คือให้มีสัดส่วนของแคลอรีจากไขมันรวมไม่เกิน 10% ของแคลอรีทั้งหมด


เกี่ยวกับเรา

ผู้ก่อตั้งเวลเนส วีแคร์ เซ็นเตอร์คือ ดร. สันต์ ศัลยแพทย์หัวใจและนักธุรกิจ Mr. Vivek Dhawan ทั้งสองเชื่อมั่นในวิธีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในการป้องกันและย้อนกลับโรคเรื้อรัง ด้วยการเปลี่ยนแปลงอาหารและวิถีชีวิตที่เหมาะสม

อ่านเพิ่มเติม

ลิงก์ด่วน
จดหมายข่าวสุขภาพ
อีเมล์จดหมายข่าวอัพเดทข้อมูลสุขภาพฟรี!

© สงวนลิขสิทธิ์ 2019. Wellness We Care. All Rights Reserved..
นโยบายความเป็นส่วนตัว | ข้อกำหนดการใช้งาน | แผนผังเว็บไซต์