บทความทั้งหมด

กลับ

การประเมินคุณภาพงานวิจัย

การประเมินคุณภาพงานวิจัย

การรู้จักคัดกรองคุณภาพของหลักฐานวิทยาศาสตร์ จะช่วยให้เราเข้าใจและเลือกใช้ข้อมูลจากงานวิจัยได้อย่างถูกต้อง


นอกจากการจัดระดับชั้นของหลักฐานวิทยาศาสตร์แล้ว เรายังควรที่จะรู้วิธีการประเมินคุณภาพของผลวิจัย (research appraisal) ควบคู่ไปด้วย ซึ่งจะป็นคนละประเด็นกับความเชื่อถือได้ของหลักฐานวิทยาศาสตร์ โดยทั่วไปแล้วการประเมินคุณภาพของผลวิจัยนี้นิยมทำกันใน 5 ประเด็นต่อไปนี้ คือ 

1.  คำถามที่การวิจัยนั้นตั้งขึ้น เป็นคำถามที่มีประเด็นชัดเจนไหม หมายความว่าทำวิจัยเพื่อจะตอบคำถามอะไร

2. บทสรุปของการวิจัย ได้ตอบคำถามการวิจัยตรงตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ หมายความว่าได้กำหนดตัวชี้วัดให้ตรงกับคำถามไหม เพราะบ่อยครั้งที่ผลวิจัยเป็นอย่างหนึ่ง แต่บทสรุปเป็นอีกอย่างหนึ่ง โดยที่ผลวิจัยไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับบทสรุปเลย ดังนั้นผู้อ่านที่ประเมินคุณภาพงานวิจัยไม่เป็นก็จะถูกหลอกโดยข้อสรุปท้ายงานวิจัยนั้น

3.  การวิจัยมีระเบียบวิธีวิจัย (research methodology) ที่ดีหรือไม่ ลักษณะของระเบียบวิธีวิจัยที่ดี เช่น 

  • มีการออกแบบงานวิจัยที่ขจัดปัจจัยกวน (confounding factors) อย่างรอบคอบ

  • มีระยะเวลาการติตตามผลที่นานพอ

  • กระบวนการทางสถิติที่เลือกใช้มีความเหมาะสมและเชื่อถือได้

4. ผลวิจัยนั้นตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์มาตรฐาน ที่มีกระบวนการตรวจสอบก่อนตีพิมพ์ (peer-reviewed journal) หรือไม่ ผลวิจัยที่ดีเป็นที่ยอมรับของวงการวิทยาศาสตร์การแพทย์ทั่วโลกจะได้รับการยอมรับให้ตีพิมพ์ในวารสารที่ดี เช่นวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) วารสารสมาคมการแพทย์อเมริกัน (JAMA) วารสารแลนเซ็ต (Lancet) วารสารเซอร์คูเลชั่น (Circulation) วารสารการแพทย์อังกฤษ (BMJ) เป็นต้น ผลวิจัยที่นำมากล่าวอ้างโดยไม่มีการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์เลย วงการแพทย์ถือว่าไม่ได้มีการวิจัยกันจริงๆ ผลวิจัยที่ไม่ดี หรือที่จงใจทำมาเพื่อหลอกขายของ มักจะตีพิมพ์ในวารสารทางอินเทอร์เน็ต เพราะวารสารประเภทนี้ไม่มีระบบการคัดกรองที่ดีซึ่งมีความน่าเชื่อถือต่ำหรือเชื่อถือไม่ได้เลย

5. ผลวิจัยขัดกับข้อมูลในระดับภาพใหญ่หรือไม่ หรือที่เรียกว่าข้อมูลเชิงระบาดวิทยา หรืออย่างหยาบๆก็คือมันขัดกับสามัญสำนึกทั่วไปหรือไม่ ถ้ามันขัด มันจะต้องมีการทำวิจัยซ้ำแล้วซ้ำอีกแล้วมองภาพรวมของผลวิจัยทั้งหมดซ้ำอีกหลายๆครั้ง ผลวิจัยที่ไม่ขัดกับภาพใหญ่เชิงระบาดวิทยาหรือไม่ขัดกับสามัญสำนึกจึงจะถือเป็นผลวิจัยที่เชื่อถือได้  

ในประเด็นคุณภาพของงานวิจัยนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งซึ่งสื่อมวลชนที่เขียนข่าวสุขภาพทั่วโลกมักจะไม่เข้าใจความลึกซึ้งนี้ เพราะสื่อเหล่านั้นทำได้อย่างมากก็อ่านบทคัดย่อของงานวิจัยในเว็บไซต์ของหอสมุดการแพทย์แห่งชาติสหรัฐฯ (PubMed) ซึ่งให้แต่บทคัดย่อที่ไม่เพียงพอแก่การวิเคราะห์คุณภาพงานวิจัย ต้องตามไปอ่านนิพนธ์ต้นฉบับในวารสารตัวจริงจึงจะมีความลึกซึ้งพอที่จะประเมินคุณภาพของงานวิจัยได้ ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยหนึ่ง[7] ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Lipid นานมาแล้ว ตั้งคำถามการวิจัยว่าการบริโภคน้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นน้ำมันพืชชนิดอิ่มตัวจะลดน้ำหนักและลดพุงได้ดีกว่าน้ำมันพืชชนิดไม่อิ่มตัวหรือไม่ แล้วออกแบบการวิจัยโดยเอาหญิงอ้วนที่มีเส้นรอบพุงเกิน 88 ซม. จำนวน 40 คน มาสุ่มแบ่งเป็นสองกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งให้กินน้ำมันมะพร้าววันละ 30 ซีซี. ทุกวัน กลุ่มที่สองให้กินน้ำมันถั่วเหลือง 30 ซีซี. ทุกวัน ทำอย่างนี้นาน 12 สัปดาห์ โดยที่ทั้งสองกลุ่มต่างถูกบังคับให้ลดแคลอรีในอาหารโดยรวมลงวันละ 200 แคลอรี ควบกับการถูกบังคับให้ออกกำลังกายด้วยการเดินวันละ 50 นาทีทุกเช้า เมื่อครบ 12 สัปดาห์พบว่าทั้งสองกลุ่มต่างลดน้ำหนักได้เท่ากัน (2 ปอนด์ต่อคน) แล้วพบว่า กลุ่มที่ดื่มน้ำมันมะพร้าวมีไขมันดี (HDL) และไขมันเลวสูงกว่ากลุ่มที่ดื่มน้ำมันถั่วเหลืองเล็กน้อย และพบว่าทั้งสองกลุ่มมีเส้นรอบพุงลดลงโดยที่กลุ่มดื่มน้ำมันมะพร้าวลดลงมากกว่าเล็กน้อยแบบต่างกันฉิวเฉียดจนแทบไม่มีความหมายในกรณีกลุ่มตัวอย่างเล็กขนาดนี้ (p=0.05) อย่างไรก็ตามผู้วิจัยก็ได้สรุปผลวิจัยว่าน้ำมันมะพร้าวลดน้ำหนักได้ดี นอกจากนี้ยังลดพุงและเพิ่มไขมันดี (HDL) ได้ดีกว่าน้ำมันถั่วเหลือง ข้อสรุปเพียงแค่นี้ก็มากพอที่บรรดาผู้ทำมาค้าขายเกี่ยวกับมะพร้าวจะเอาข้อสรุปนี้ไปขยายผลต่อยอดเพื่อขายสินค้าเกี่ยวกับน้ำมันมะพร้าวได้มากมาย 

ประเด็นซึ่งน่าสนใจก็คือ งานวิจัยนี้แม้จะเป็นหลักฐานระดับหนึ่งคือมีการสุ่มตัวอย่างแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ แต่เป็นงานวิจัยที่มีคุณภาพต่ำเพราะจงใจออกแบบงานวิจัยให้มีปัจจัยกวนเพื่อให้ผลการวิจัยเป็นไปตามที่ผู้วิจัยอยากให้เป็น กล่าวคือขณะที่การวิจัยมีเป้าหมายวัดว่ากินน้ำมันมะพร้าวจะลดน้ำหนักลดพุงได้หรือไม่ แต่ไปออกแบบงานวิจัยที่บังคับให้ลดแคลอรีจากอาหารต่อวันลงไป 200 แคลอรีและบังคับให้ออกกำลังกายวันละ 50 นาที ซึ่งเพียงแค่ทำสองอย่างหลังนี้โดยยังไม่ต้องกินน้ำมันอะไรทั้งสิ้นก็สามารถที่จะลดน้ำหนักลดพุงได้แล้ว ดังนั้นจะไปสรุปอ้างว่าน้ำมันมะพร้าวทำให้น้ำหนักลดพุงลดนั้นดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าใดนัก ในแง่ของการสอบเทียบผลวิจัยนี้กับสามัญสำนึกและภาพใหญ่ในเชิงระบาดวิทยานั้นก็พบว่าขัดกันอย่างมาก เพราะในเชิงระบาดวิทยากลุ่มคนที่ยิ่งกินไขมันมากย่อมจะต้องยิ่งอ้วน แม้โดยสามัญสำนึกที่ว่าการกินไขมันทุกวันมันก็ต้องทำให้อ้วนอยู่แล้ว จะไปมีไขมันชนิดไหนที่กินทุกวันแล้วจะทำให้ผอมหรือลดพุงลงได้ เมื่อมันขัดกันอย่างชัดเจนแบบนี้ก็ต้องรอผลการวิจัยซ้ำ แต่จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เห็นมีงานวิจัยชิ้นไหนทำซ้ำแล้วให้ผลวิจัยแบบนี้อีก ดังนั้นงานวิจัยประเภทนี้จึงจัดเป็นงานวิจัยที่ยังเชื่อถือไม่ได้


เกี่ยวกับเรา

ผู้ก่อตั้งเวลเนส วีแคร์ เซ็นเตอร์คือ ดร. สันต์ ศัลยแพทย์หัวใจและนักธุรกิจ Mr. Vivek Dhawan ทั้งสองเชื่อมั่นในวิธีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ในการป้องกันและย้อนกลับโรคเรื้อรัง ด้วยการเปลี่ยนแปลงอาหารและวิถีชีวิตที่เหมาะสม

อ่านเพิ่มเติม

ลิงก์ด่วน
จดหมายข่าวสุขภาพ
อีเมล์จดหมายข่าวอัพเดทข้อมูลสุขภาพฟรี!

© สงวนลิขสิทธิ์ 2019. Wellness We Care. All Rights Reserved..
นโยบายความเป็นส่วนตัว | ข้อกำหนดการใช้งาน | แผนผังเว็บไซต์