• EN    |    TH
  • +66 2-038-5115

กินผักผลไม้เป็นวัว แต่โคเลสเตอรอลกลับสูง

  • คอเลสเตอรอล
  • Read Time - 4 Min

กินผักผลไม้เป็นวัว แต่คอเลสเตอรอลกลับสูง
    
    หากคุณเป็นคนที่มีสุขภาพที่ดี รับประทานผัก ผลไม้เป็นประจำและออกกำลังกายสม่ำเสมอแต่เมื่อตรวจร่างกายกลับพบว่ามีค่าคอเลสเตอรอลสูง หมายความว่าคอเลสเตอรอลที่ตรวจพบนั้นเป็นคอเลสเตอรอลรวม ซึ่งในปัจจุบันหากต้องการจะพิจารณาว่าค่าคอเลสเตอรอลนั้นมีค่าสูงหรือไม่ จะไม่พิจารณาโดยใช้ค่าคอเลสเตอรอลรวมแต่จะพิจารณาเป็นองค์ประกอบย่อยที่ละตัวคือ ค่าคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ต้องเกิน 40 คอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ต้องไม่เกิน 100 และค่าไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ต้องไม่เกิน 150 ในกรณีของคนที่รับประทานผักผลไม้เป็นประจำอาจเป็นไปได้ว่าค่าคอเลสเตอรอลที่สูงนั้นเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดีซึ่งไม่จำเป็นต้องรับประทานยาสลายไขมัน 

    หากในกรณีที่ตรวจพบว่าค่าคอเรสเตอรอลที่สูงเป็นค่าคอเลสเตอรอลชนิดเลว(LDL) แล้วจำเป็นต้องรับประทานยาสลายไขมันหรือไม่ ในปัจจุบันแพทย์ทั่วโลกใช้เกณฑ์ของโครงการศึกษาคอเลสเตอรอลแห่งชาติอเมริกัน (NCEP) ในการตัดสินใจจ่ายยาลดไขมัน โดยมีหลักการว่าคนที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจหลอดเลือดหรือเบาหวานมากก็จะใช้ยาเร็ว ซึ่งการพิจารณาว่ามีความเสี่ยงมากหรือน้อยเพียงใดมี 2 ขั้นตอนดังนี้

ขั้นตอนที่หนึ่ง เป็นโรคแล้วหรือยัง ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ถือว่าเป็นโรคแล้ว คือ 

1. มีอาการทางคลินิกว่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือดแล้ว
2. เป็นโรคหลอดเลือดคาโรติดตีบ (ที่คอ) ที่มีอาการอัมพฤกษ์
3. เป็นโรคหลอดเลือดส่วนปลายตีบที่ขา (peripheral arterial disease)
4. เป็นโรคหลอดเลือดใหญ่เอออร์ต้าที่ท้องโป่งพอง (abdominal aortic aneurysm)
5. เป็นโรคเบาหวาน (ถือว่าเทียบเท่ากับเป็นโรคหัวใจขาดเลือด)

ขั้นตอนที่สอง หากยังไม่ได้เป็นโรคตามที่ระบุไว้ข้างต้น สามารถพิจารณาความเสี่ยงโดยการนับคะแนนความเสี่ยง ซึ่งมีหลักดังนี้

• สูบบุหรี่ ได้ +1 คะแนน
• ความดันเลือดสูง (>140/90 หรือกินยาความดัน) ได้ +1 คะแนน
• HDL ต่ำ (<40 mg/dL) ได้ +1 คะแนน แต่ถ้า HDL สูง (>60 mg/dl) ได้ -1 คะแนน
• ญาติสายตรงตายจากหัวใจขาดเลือดเมื่ออายุน้อย (ชาย<55 ปี หญิง <65 ปี)ได้ +1 คะแนน
• ตัวเองมีอายุมาก (ชาย>45 ปี หญิง >55 ปี) ได้ +1 คะแนน

จากการพิจารณาคะแนนความเสี่ยงหากคุณได้คะแนน 0 หรือ 1 คะแนน ถือว่ามีความเสี่ยงน้อยมาก แต่ถ้าหากว่าคุณได้คะแนนมากกว่า 2 คะแนนขึ้นไป ต้องดูคะแนนความเสี่ยงฟรามิงแฮม ซึ่งเป็นวิธีประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจหลอดเลือดมาตรฐาน และนำคะแนนมาเทียบดูว่าจะรักษา LDL สูงด้วยวิธีใด ซึ่งมีหลักดังนี้ 

กลุ่มที่ 1. คนเป็นหรือเทียบเท่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด (CHD) หรือคะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม >20 ; LDL เป้าหมาย = <100 mg/dl เริ่มปรับวิถีชีวิตเมื่อ LDL =>100 mg/dl เริ่มใช้ยาเมื่อ LDL =>130 mg/dl

กลุ่มที่ 2. มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก +2 ขึ้นไป และคะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม 10-20% ; LDL เป้าหมาย = <130 mg/dl เริ่มปรับวิถีชีวิตเมื่อ LDL =>130 mg/dl เริ่มใช้ยาเมื่อ LDL =>130 mg/dl

กลุ่มที่ 3. มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก +2 ขึ้นไป และคะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม <10 % ; LDL เป้าหมาย = <130 mg/dl เริ่มปรับวิถีชีวิตเมื่อ LDL =>130 mg/dl เริ่มใช้ยาเมื่อ LDL =>160 mg/dl

กลุ่มที่ 4. มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก 0 หรือ +1 ; LDL เป้าหมาย = <160 mg/dl เริ่มปรับวิถีชีวิตเมื่อ LDL =>160 mg/dl เริ่มใช้ยาเมื่อ LDL =>190 mg/dl (อาจใช้เกณฑ์ optional เริ่มให้ยาที่ LDL =>160 mg/dl ก็ได้)

    ในกรณีของคนที่รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ และไม่มีความเสี่ยงในการเป็นโรคจะจัดอยู่ในกลุ่มที่สี่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องทานยาสลายไขมันแต่อย่างใด แต่ถ้าหากว่าค่า LDL มีค่ามากกว่า 160 ถึงจะต้องมีการปรับวิถีชีวิต และมีการให้ยาเมื่อค่า LDL มากกว่า 190 


บรรณานุกรม
1. Scott M. Grundy; James I. Cleeman; C. Noel Bairey Merz; H. Bryan Brewer, Jr; Luther T. Clark; Donald B. Hunninghake*; Richard C. Pasternak; Sidney C. Smith, Jr; Neil J. Stone, for the Coordinating Committee of the National Cholesterol Education Program, Endorsed by the National Heart, Lung, and Blood Institute, American College of Cardiology Foundation, and American Heart Association. Implications of Recent Clinical Trials for the National Cholesterol Education Program Adult Treatment Panel III Guidelines (NCEP Report). Circulation. 2004;110:227-239.
2. WHO Global Database on Body Mass Index. Accessed on May 11, 2009 at http://apps.who.int/bmi/index.jsp?intro ... tro_3.html
3. WHO expert consultation. Appropriate body-mass index for Asian populations and its implications for policy and intervention strategies. The Lancet, 2004; 157-163.